Uncategorized

สังเกตุตัวเองเป็น ไข้หวัด 3 วันยังไม่หายรีบพบแพทย์ด่วน

โรค “ไข้หวัด” ถือว่าเป็นโรคทั่วไปที่เป็นได้ตลอดทั้งปี ไม่ว่าจะในช่วงฤดูกาลไหนก็ตาม ในผู้ป่วยที่เคยเป็นแล้วก็สามารถกลับมาเป็นซ้ำได้อีกครั้ง ไม่ว่าอย่างไรเชื้อ “ไข้หวัด” ก็จะไม่สามารถหายขาดไปจากร่างกายได้ เพราะการติดเชื้อไวรัสแต่ละครั้งจะติดทีละชนิด เมื่อรักษาหายแล้วก็จะมีโอกาสกลับมาเป็นได้อีกครั้งเมื่อเชื้อไวรัสชนิดใหม่เข้าสู่ร่างกายอีกครั้ง

                 การติดเชื้อไวรัส “ไข้หวัด” นั้นจะถูกแบ่งออกเป็น 2 ชนิดใหญ่ๆ คือ ไข้หวัดธรรมดาและไข้หวัดใหญ่ ซึ่งทั้งสองแบบอาการจะแสดงออกแตกต่างกันเล็กน้อย แต่ในผู้ป่วยบางรายจะมีอาการที่แสดงออกอย่างรุนแรง ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยที่ส่งผลกระตุ้นให้เกิดอาการและความรุนแรงของเชื้อไวรัสชนิดนั้นด้วย

                 แล้วเราจะติดเชื้อไวรัส “ไข้หวัด” ได้อย่างไร ?

การติดเชื้อ “ไข้หวัด”นั้นเป็นการติดเชื้อทางระบบทางเดินหายใจส่วนบน ที่ติดต่อกันผ่านเชื้อไวรัสในอากาศผ่านการสัมผัสและสูดดม เชื้อหวัดจะผสมอยู่ในเสมกะ น้ำมูก น้ำลาย เมื่อผู้ป่วยไอหรือจาม ละอองฝอยของเชื้อไวรัสก็จะฟุ้งกระจายไปในอากาศ และเมื่อผู้อื่นสูดดมเชื้อไวรัสจะเข้าไปทางจมูกและปากทำให้สามารถติดต่อกันได้ง่าย

นอกจากนี้การแพร่การะจายเชื้อไวรัส “ไข้หวัด” ยังผ่านการสัมผัสสิ่งของร่วมกัน ของใช้ส่วนตัว สิ่งของสาธารณะการเดินทางรถสาธารณะ ลิฟท์ ประตู ราวบันได ที่มีเชื้อไวรัส “ไข้หวัด” ที่ผู้ป่วยทิ้งไว้โดยการสัมผัสก่อนหน้า ละอองฝอยจากน้ำมูก น้ำลายผู้ป่วย การปนเปื้อนผ่านทางมือ แคะจมูก ขยี้ตา และสัมผัสกับผู้อื่นโดยไม่ได้ระวังก็ทำให้ติดเชื้อไวรัส “ไข้หวัด” ได้ทันที

                 เมื่อติดเชื้อ “ไข้หวัด” แล้วไม่ว่าจะเป็นไข้หวัดธรรมดาหรือไข้หวัดใหญ่ก็ตาม เชื้อไวรัสจะมีระยะฟักตัวอยู่ประมาณ 1-3 วัน ถึงจะแสดงอาการออกมาให้เห็น แต่ถ้าหากเป็น “ไข้หวัด” อาการจะแสดงออกมาให้เห็นแบบเฉียบพลันทันทีทันใดภายใน 1 วันก่อนที่จะอาการรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ

                 โดยปกติแล้วในกลุ่มที่พบว่าป่วยเป็นโรค “ไข้หวัด” มากที่สุดจะเป็นกลุ่มวัยเด็กที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ จะมีอาการมากกว่า 7 วัน และในกลุ่มวัยผู้ใหญ่ก็จะแสดงอาการหลังระยะฟักตัว 3 วัน หากได้รับการรักษาที่ถูกต้อง กินยาที่เหมาะสม นอนพักผ่อนเพียงพอ ก็จะสามารถหายดีได้ไม่เกิน 5 วัน

สังเกตอย่างไรว่าป่วยเป็น “ไข้หวัด”

ไม่ว่าผู้ป่วยจะเป็น “ไข้หวัด” ชนิดไหนก็ตามจะมีอาหารที่แสดงออกมาคล้ายคลึงกันมากๆ แต่โดยทั่วไปจะมีอาการที่ไม่รุนแรงมากนัก เริ่มจากมีไข้ น้ำมูกไหล ไอแห้ง ไอมีเสมะ จาม เจ็บคมร่วมด้วยหาก “ไข้หวัด” ลงคอ อาหารจำพวกนี้จะหายไปเองได้ภายใน 5 วัน หากว่าเกินกว่านี้ให้พิจารณาว่าเป็น “ไข้หวัด” ใหญ่ได้เลย หรือเป็น “ไข้หวัด” สายพันธุ์ใหม่ๆ ที่เป็นอันตรายอย่างแน่นอน ให้รีบพบแพทย์เพื่อตรวจอาการ

สิ่งที่ต้องทำความเข้าใจเมื่อป่วยเป็น “ไข้หวัด” นั้น คือโรคนี้จะแสดงอาการให้เห็นหลังระยะฟักตัวของโรคและหายได้เองภายใน 1 สัปดาห์ ซึ่งถือว่านานมากที่สุดแล้ว ในผู้ป่วย “ไข้หวัด” ใหญ่นั้นอาจมีอาการไข้สูงมากแบบเฉียบพลัน หนาวสั่น ปวดเมื่อตามร่างกายรุนแรง ปวดกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะบริเวณ หลัง แบน ขา ปวดศีรษะ อ่อนเพลียมาก เบื่ออาหาร คัดจมูกรุนแรง มีน้ำมูกติดเชื้อสีเข้ม ไอมีเสมหะ หากเป็นกลุ่มเด็กเล็กอาจมีอาเจียน ท้องเสียร่วมด้วย ซึ่งโรค “ไข้หวัด”  ใหญ่นั้นจะมีอาการรุนแรงที่แสดงออกมาให้เห็นแบบชัดเจนทันที บางรายอาจไม่รุนแรงมากนักแต่ในบางรายที่มีอาการรุนแรงต้องไปพบแพทย์เพื่อรักษาตัวและนอนโรงพยาบาลได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันโรคแทรกซ้อน เช่น ปอดอักเสบ จะพบอาการหายใจเร็ว เหนื่อยง่าย เหนื่อยกว่าปกติ หอบ หายใจลำบาก ซึ่งอาจมีอาการรุนแรงจนเสียชีวิตได้

กลุ่มผู้ป่วยโรค “ไข้หวัด” แบบไหนควรไปพบแพทย์ ?

การแสดงออกของอาการ “ไข้หวัด” ในแต่บุคคลมีความแตกต่างออกไปตามความรุนแรงของเชื้อไวรัสที่ได้รับมา แต่ในกลุ่มคนบางจำพวกจะถูกแบ่งแยกออกมา เพื่อรับการรักษาที่ใกล้ชิดกว่าและต้องรักษาอย่างถูกวิธีด้วย เพราะการติดเชื้อไวรัส “ไข้หวัด” นั้น มีผลกระทบต่อการทำงานของร่างกายค่อนข้างมาก และเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดโรคแทรกซ้อนอื่นๆ ตามมากอีกด้วย โดยผู้ป่วยที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงอันตรายต่อไปนี้จะต้องสังเกตตัวเองให้มากเมื่อป่วยเป็น “ไข้หวัด” เมื่อมีไข้สูงเกิน 3 วัน ไอมากปกติ เจ็บหน้าอก หายใจเร็ว เหนื่อย อ่อนเพลีย รับประทานอาหารไม่ได้ อาเจียน หรือถ่ายอุจจาระมาก ควรรีบไปพบแพทย์โดยด่วนเพื่อเข้าการรักษา

ผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงและผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัว

ผู้กลุ่มที่มีโรคเรื้อรัง ที่เกี่ยวเนื่องกับการทำงานของระบบหายใจ โรคปอดเรื้อรัง หอบหืด โรคหัวใจ หลอดเลือดสมอง โรคเบาหวาน โรคเม็ดเลือดธาลัสซีเมีย  โรคมะเร็งที่กำลังรักษาเคมีบำบัด กลุ่มนี้จะต้องระวังให้มากหากป่วยเป็น “ไข้หวัด” ใหญ่สายพันธุ์ใหม่ที่อันตรายต่อปอดโดยตรง

ผู้ป่วยกลุ่มช่วงวัยที่ต้องระวัง

กลุ่มเริ่มต้นเลยคือใน เด็กทารกอายุน้อยกว่า 3 ปี มีภูมิคุ้มกันต่ำ และเด็กอายุน้อยกว่า 3 ปี ที่ป่วยเป็นประจำต้องรับประทานยาแอสไพรินบ่อยครั้งจะทำให้ดื้อต่อยาต้านไวรัส ในกลุ่มหญิงตั้งครรภ์ หญิงหลังคลอดบุตรน้อยกว่า 14 วัน วัยสูงอายุ 65 ปีขึ้นไปก็ต้องระวังเช่นกัน

ผู้ป่วยที่มีความผิดปกติทางด้านร่างกาย

ผู้ที่ผอมมากกว่าปกติ น้ำหนักน้อย หรืออ้วนมากกว่าปกติ น้ำหนักมากกว่า 100 กิโลกรัม และผู้พิการทางสมองช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ทุพพลภาพ หรือผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง ภูมิต่ำจะยิ่งทำให้เชื้อไวรัส “ไข้หวัด” ทำลายภูมิได้ง่ายขึ้น

ในกลุ่มผู้ป่วยพิเศษนี้ หากเริ่มมีอาการของโรค “ไข้หวัด” ใหญ่ควรรีบไปพบแพทย์ เนื่องจากแพทย์จะพิจารณาให้การรักษาด้วยยาต้านไวรัส สำหรับผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงโดยเฉพาะ จะเป็นทางออกของการรักษาที่ดีที่สุด