Uncategorized

โรค ไข้หวัด แบ่งเป็นกี่สายพันธุ์

โรค “ไข้หวัด” แบ่งเป็นกี่สายพันธุ์ ?


โรค “ไข้หวัด” นั้นเป็นโรคที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน แต่จะพบบ่อยในกลุ่มเด็กอายุประมาณ 1-3 ปี โดยส่วนใหญนั้นโรคหวัดจะมีอาการที่ไม่รุนแรงมากนัก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่รุนแรงเลย เพราะ “ไข้หวัด” ก็มีวิวัฒนาการของโรคที่มีการพัฒนาสายพันธุ์ กลายพันธุ์เป็น “ไข้หวัด”สายพันธุ์ต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย ทำให้ผู้ป่วยที่เป็นหวัดต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับสายพันธุ์ที่ตัวเองกำลังติดเชื้ออยู่ ว่ามีความรุนแรงมากน้อยเพียงใด และรักษาอย่างถูกวิธี

โดยทั่วไปโรค “ไข้หวัด” นั้นจะมีแบ่งแยกเพียงแค่ 2 ประเภทคือ ไข้หวัดธรรมดาและไข้หวัดใหญ่ ซึ่งมีความแตกต่างกันที่อาการของโรคที่แสดงออกมาให้เห็นชัดเจน ร่วมทั้งเชื้อไวรัสที่แพร่กระจายก็คนละชนิดกันด้วย ทำให้ไข้หวัดธรรมดาและไข้หวัดใหญ่เป็นโรคประเภทเดียวกันแต่คนละชนิดอยู่ที่ว่าผู้ป่วยติดเชื้อประเภทไหน

“ไข้หวัด” ธรรมดานั้นจะเป็นการติดเชื้อไวรัสชนิด rhinovirus, adenovirus ทางระบบทางเดินหายใจส่วนต้นหรือจมูก เมื่อติดเชื้อแล้วจะทำให้เกิดอาการ ตัวร้อน ไข้ต่ำไปจนไข้สูง ครั่นเนื้อครั่นตัว อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ ไอมีเสมหะ มีน้ำมูกใสปะปนในโพรงจมูกด้วย จะเป็นอาการของไข้หวัดธรรมดาที่เป็นได้ได้ทุกกลุ่ม ทุกเพศทุกวัย

“ไข้หวัด”ใหญ่นั้นจะมีความแตกต่างจากหวัดธรรมดาเล็กน้อย จะมีอาการรุนแรงกว่าและใช้ระยะเวลารักษาที่ยาวนานกว่า และที่สำคัญไข้หวัดใหญ่อาจมีการเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงร่วมด้วยได้ โดย“ไข้หวัด”ใหญ่นั้นจะเป็นการติดเชื้อไวรัสที่มีชื่อว่า อินฟลูเอนซา (Influenza Virus) ที่ผสมอยู่ใน น้ำลาย น้ำมูก และเสมหะของผู้ป่วย ซึ่งเชื้อไวรัสชนิดนี้ ถูกจัดอยู่ในกลุ่มไวรัสที่เรียกว่า Orthomyxovirus ที่มีความรุนแรงและสามารถขยายพันธุ์ต่อได้ในร่างกายของมนุษย์ ผู้ป่วยจะมีไข้สูง ไอมีเสมหะ จาม มีน้ำมูกติดเชื้อ เจ็บคอร่วมด้วย อาการจะแสดงอย่างรวดเร็วเมื่อมีการติดเชื้อ ทำให้ผู้ป่วยที่มีภูมิต้านทานต่ำ เมื่อได้รับเชื้อร่างกายจะทรุดอย่างเฉียบพลันได้

เมื่อรู้ว่า “ไข้หวัด” แต่ละชนิดมีความน่ากลัวมากแค่ไหนแล้ว ก็ต้องมาทำความเข้าใจต่อว่าในโรค “ไข้หวัด” นั้นสามารถขยายและกลายสายพันธุ์ออกได้อีก แต่อันตรายไปกว่านั้นคืออาการจะรุนแรงทวีคูณมากยิ่งขึ้น ทำให้ผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัส“ไข้หวัด”ใหญ่สายพันธุ์ต่างๆ นั้นมีผลอันตรายถึงชีวิตได้เลย

เชื้อไวรัสที่สามารถกลายพันธุ์ได้จะแฝงตัวอยู่ในชนิดของโรค “ไข้หวัด” ใหญ่ ซึ่งผู้ป่วยแต่ละรายไม่สามารถรู้ได้เลยว่าติดเชื้อไวรัสสายพันธุ์อะไรจนกว่าอาการจะแสดงให้เห็นชัด และอาการค่อนข้างหนักกว่า “ไข้หวัด”  ใหญ่ทั่วไป จากการวิเคราะห์อาการเบื้องต้นจะยังไม่สามารถทราบได้ว่าป่วยเป็นไข้หวัดสายพันธุ์อะไรต้องเข้าพบปรึกษาแพทย์เท่านั้น

จากผลการสำรวจ“ไข้หวัด”  ใหญ่มีหลายสายพันธุ์ แต่สายพันธุ์มีการแพร่กระจาย และติดต่อที่แตกต่างกัน สามารถแบ่งออกเป็น 3 สายพันธุ์ใหญ่ ได้ดังนี้

“ไข้หวัด”  ใหญ่สายพันธุ์

เป็นสายพันธุ์ที่มีความรุนแรงที่สุดโดยแบ่งแยกออกเป็น A(H1N1), A(H1N2), A(H3N2), A(H5N1) และ A(H9N2) ตามความแตกต่างของโปรตีนของไวรัสที่เรียกว่า hemagglutinin (H) และ neuraminidase (N) ที่เป็นสาเหตุของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์นั้นๆ  โดยที่แพร่หลายมากที่สุดจะเป็นสายพันธุ์ H1N1 เกิดจากการผสมผสานของไวรัสสายพันธุ์ของคน หมู และนก สามารถติดต่อได้จากสัตว์สู่คน เช่น ไข้หวัดสุกร H3N2, ไข้หวัดนก และพบว่าเป็นการแพร่กระจายและติดต่อจากคนสู่คนไปเรื่อยๆ  ในไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ H1N1 ผู้ป่วยด้วยโรคไวรัสชนิดนี้อาจมีรุนแรงมากและเชื้อไวรัสมีโอกาสลงไปถึงปอด ทำให้เกิดอาการปอดบวม ซึ่งก็อาการคล้ายกับไข้หวัดใหญ่ที่มีระบาดอยู่ตลอดทั่วโลก

“ไข้หวัด”  ใหญ่สายพันธุ์ B

ส่วนไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ B จะถูกแบ่งออกเป็น 2 lineages คือ Victoria และ Yamagata โดยอาการมักไม่รุนแรงเท่าสายพันธุ์ A  เพราะเป็นสายพันธุ์ที่ระบาดเฉพาะในภูมิภาคไม่ใช่ทั่วโลกจะมีเชื้อไวรัส“ไข้หวัด”  ใหญ่สายพันธุ์ B นี้แฝงตัวอยู่  ซึ่งจะเกิดการระบาดในช่วงฤดูฝนและฤดูหนาว เนื่องจากเชื้อไวรัสชนิดนี้สามารถเจริญเติบโตได้ดีในอากาศเย็น มีอาการรุนแรงน้อยกว่าสายพันธุ์เอ แต่จะมีความรุนแรงกว่าไข้หวัดใหญ่ทั่วไปอย่างแน่นอน

“ไข้หวัด”  ใหญ่สายพันธุ์ C

ถือว่าเป็น “ไข้หวัด”  ใหญ่สายพันธุ์ ที่ถูกพบน้อยมากและมีความรุนแรงน้อย อาการใกล้เคียงกับไข้หวัดธรรมดา และไม่ทำให้เกิดการระบาดติดต่อกันเป็นวงกว้าง จึงทำให้ “ไข้หวัด”  ใหญ่สายพันธุ์ C ไม่ถูกนับรวมอยู่ในกลุ่มของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ที่เป็นอันตราย แต่ก็ถูกจัดว่าเป็นหนึ่งในสายพันธุ์ของ “ไข้หวัด” ด้วย

การแพร่เชื้อในโรค “ไข้หวัด”  ใหญ่สายพันธุ์ต่างๆ นั้นจะมีความคล้ายคลึงกัน แต่ที่แตกต่างเลยจะเป็นเชื้อไวรัสสายพันธุ์เอที่ติดจากสัตว์สู่คนได้ แต่โดยทั่วไปการแพร่กระจายของเชื้อไวรัส “ไข้หวัด” นั้นจะผสมอยู่ในเสมหะ น้ำมูก น้ำลายของผู้ป่วยและผู้ติดเชื้ออยู่แล้ว สามารถติดต่อหรือแพร่กระจายไปยังผู้อื่น ได้โดยการ ไอ ละอองน้ำลายฟุ้ง หรือจามฟุ้ง น้ำมูก น้ำลาย พูดใกล้กันในระยะใกล้ชิดก็ทำให้เกิดการแพร่เชื้อได้ หรือในสิ่งของที่มีการปนเปื้อน ติดจากมือที่สัมผัสกัน และนอกจากนี้เชื้อไวรัส “ไข้หวัด” สายพันธุ์ต่างๆ ยังสามารถเข้าสู่ร่างกายทาง จมูก และตา โดยการแคะจมูก ขยี้ตา เข้าสู่ระบบทางเดินหายใจได้อย่างรวดเร็ว เพราะฉะนั้นเมื่อสัมผัสกับผู้ป่วยที่มีเชื้อไวรัสก่อนหน้านี้ต้องทำการล้างมือให้สะอาด หลีกเหลี่ยงกับสัมผัสจมูก ตา ปาก เพื่อป้องกันการติดเชื้อ