Uncategorized

โรค ไข้หวัด รักษาหายขาดได้ไหม

โรคเจ็บไข้ได้ป่วยที่เกิดได้กับทุกเพศทุกวัยคงมีหลายชนิด แต่ที่จะต้องพูดถึงและมีโอกาสเกิดขึ้นบ่อยมากที่สุดเลยคงจะต้องยกให้กับโรค “ไข้หวัด” ซึ่งเป็นโรคที่เกิดได้กับทุกคน และทุกฤดูกาลด้วย เนื่องจากทุกครั้งที่ติดเชื้อไวรัสไข้หวัดนั้น เชื้อจะมีการพัฒนาความสามารถในการแพร่กระจายให้ดีขึ้นไปอีก จึงทำให้มีเชื้อไวรัสไข้หวัดสายพันธุ์ต่างๆ ปรากฏขึ้นมากมาย และขยายพันธุ์ได้อย่างรวดเร็วอีกด้วย

                 เชื้อไวรัส “ไข้หวัด” เป็นโรคที่สามารถติดต่อกันได้ง่ายมากแค่เพียงสัมผัสหรืออยู่ใกล้ชิดกันกับผู้ที่มีเชื้อหวัด จึงทำให้แพร่กระจายเชื้อไวรัส “ไข้หวัด” ได้อย่างรวดเร็วพบบ่อยมากตามสถานที่ที่มีผู้คนพลุกพล่าน โรงเรียน ห้างสรรพสินค้า โรงงาน หรือสถานที่ชุมชมที่มีผู้คนรวมกันหนาแน่นจำนวนมาก ทำให้แพร่กระจายเชื้อไวรัส “ไข้หวัด” ได้ง่ายและเร็วมาก

                 ซึ่งโรค “ไข้หวัด” จะพบบ่อยมากที่สุดในกลุ่มเด็กอายุประมาณ 3 ปีขึ้นไป และในกลุ่มผู้ใหญ่ ช่วงวัยทำงานที่มีปัจจัยกระตุ้นเช่น ความเครียด ความอ่อนล้า ฝุ่นละออง สารพิษที่สูดดมเข้าไปยังร่างกาย สิ่งเหล่านี้กระตุ้นให้เชื้อโรคสะสม และเสี่ยงที่จะเป็นโรค “ไข้หวัด” ได้ง่าย

                 อีกทั้งในช่วงที่มีอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อยๆ ฤดูฝน ฤดูหนาว จะมีผู้ป่วย “ไข้หวัด” ค่อนข้างมาก ส่วนฤดูร้อนจะไม่ค่อยพบเชื้อไวรัส “ไข้หวัด” มากนัก ในกลุ่มผู้ป่วยบางรายอาจจะป่วยเป็น “ไข้หวัด” ได้ปีละหลายครั้งเลยก็เป็นได้ เนื่องจากภูมิต้านทานของร่างกายที่อ่อนแอลง และสิ่งที่สำคัญคือเชื้อไวรัส “ไข้หวัด” นั้นมีมากกว่า 200 ชนิดเลย จึงทำให้เมื่อผู้ป่วยติดเชื้อ “ไข้หวัด” ครั้งแรก และรักษาหาย ก็จะกลับมาเป็น “ไข้หวัด” อีกครั้ง เมื่อได้รับเชื้อไวรัส “ไข้หวัด” ตัวที่ไม่เหมือนตัวแรกที่ติดเชื้อนั่นเอง

                 นั่นหมายถึงว่าผู้ป่วยที่เป็นโรค “ไข้หวัด” จะไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ เพราะเชื้อไวรัสที่มีหลากหลายชนิดและความรุนแรงของเชื้อไวรัสชนิดต่างกัน ก็ส่งผลต่อร่างกายผู้ป่วยไม่เหมือนกัน เมื่อเชื้อไวรัสบางตัวมีการพัฒนาและเกิดเชื้อไวรัสสายพันธุ์ใหม่ที่มีความรุนแรงมาก อาการที่แสดงของผู้ป่วยก็จะรุนแรงทวีคูณเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย

                 ในผู้ป่วยที่เคยเป็นโรค “ไข้หวัด” มาแล้วหลายครั้งนั่นหมายถึงเชื้อไวรัสหวัดกำลังผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันไปทำให้เกิดการอักเสบของทางเดินหายใจส่วนต้น (จมูกและคอ) ครั้งละชนิด จึงมีโอกาสเป็น “ไข้หวัด” ได้บ่อยกว่าปกติ แต่เมื่อมีอายุมากขึ้นในช่วงวัยกลางคน ร่างกายจะมีภูมิคุ้มกันต่อเชื้อหวัดชนิดต่างๆ มากขึ้นตามไปด้วย ก็จะทำให้โอกาสป่วยเป็น “ไข้หวัด” ห่างขึ้นและมีอาการรุนแรงน้อยลงตามลำดับ 

พบว่าเชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรค  “ไข้หวัด” เป็นไวรัส (Virus) ที่มีอยู่มากกว่า 200 ชนิด โดยแบ่งกลุ่มของเชื้อไวรัสจาก 8 กลุ่มด้วยกันดังนี้ กลุ่มไวรัสไรโน (Rhinovirus) ซึ่งมีมากกว่า 100 ชนิด พบผู้ป่วยได้มากที่สุดประมาณ 30-80% หรือมากที่สุดในเชื้อไวรัสทั้งหมดเลยก็ว่าได้ นอกจากนั้นก็มีกลุ่มไวรัสโคโรนา (Coronavirus) ที่พบได้ประมาณ 10-15%, กลุ่มไวรัสอะดีโน (Adenovirus), กลุ่มไวรัสเอนเทอโร (Enterovirus), กลุ่มไวรัสพาราอินฟลูเอนซา (Parainfluenza virus), กลุ่มอาร์เอสวี (Respiratory syncytial virus – RSV), กลุ่มเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ (Influenza virus), กลุ่มเชื้อเริม (Herpes simplex virus) เป็นต้น เป็นเชื้อไวรัสที่มีการพบว่าเป็นสาเหตุของโรค “ไข้หวัด” อันดับตันๆ

การติดต่อของโรค “ไข้หวัด” สามารถแพร่กระจายได้ทางเชื้อที่มีอยู่ในน้ำมูก น้ำลาย และเสมหะของผู้ป่วย สามารถติดต่อกันได้โดยการหายใจสูดเอาฝอยละอองเสมหะที่ผู้ป่วยไอหรือจามรด ภายในระยะไม่เกิน 1 เมตร เป็นการกระจายของละอองเสมหะน้ำมูกในอากาศที่ผู้ที่สูดดมเข้าไปนั้นจะติดเชื้อ “ไข้หวัด” ต่อได้ทันที และนอกจากนี้เชื้อไวรัส “ไข้หวัด” ยังสามารถติดต่อได้ทางการสัมผัสร่วมกันกับผู้ป่วย ติดจากเชื้อบนมือ สิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ เช่น แก้วน้ำ จาน ชาม โทรศัพท์มือถือ หรือสิ่งที่ผู้ป่วยสัมผัสก่อนหน้า ก็จะมีโอกาสทิ้งเชื้อไวรัสหวัดเอาไว้ทุกที่ เมื่อไปจับสัมผัสก็จะมีโอกาสเสี่ยงติดเชื้อ “ไข้หวัด” ได้เช่นกัน

เมื่อป่วยเป็น “ไข้หวัด” จะมีการแสดงอาการที่ไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับว่าเชื้อไวรัสหวัดชนิดนั้นมีความรุนแรงมากน้องเพียงใด แต่อาการโดยทั่วไปของโรค “ไข้หวัด” ก็คือ มีไข้เริ่มจากเล็กน้อยไปจนถึงไข้สูง ประมาณ 38 องศาเซลเซียส คัดจมูก จาม มีน้ำมูกใสไหล คอแห้ง หรือเจ็บคอร่วมด้วย ไอแห้งๆ หรือไอมีเสมหะเล็กน้อย ลักษณะสีขาวหากเชื้อรุนแรงก็จนมีเสมหะปนเขียวติดเชื้อ อาจมีอาการปวดหนักบริเวณศีรษะ หนักศีรษะ ร่างกายอ่อนเพลีย ปวดกล้ามเนื้อ ตามลำตัว มีแสบตา เสียงแหบ เมื่อติดเชื้อ “ไข้หวัด” ผู้ป่วยจะมีไข้เป็นระยะ ครั่นเนื้อครั่นตัว ในบางครั้งอาจทำให้รู้สึกเจ็บบริเวณลิ้นปี่เวลาไอ ในกลุ่มวัยเด็ก อาจมีอาการอาเจียนเวลาไอ สำลักร่วมด้วย

ทั้งนี้เมื่อติดเชื้อ “ไข้หวัด” ในทุกสายพันธุ์ หากอาการไม่รุนแรงและไม่เกิดภาวะแทรกซ้อนตามมา ก็จะไม่มีอันตรายถึงชีวิต เพียงทำการรักษาอย่างถูกวิธี ทานยา นอนพักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำตามมากๆ ก็จะทำให้หายได้ภายในไม่กี่วัน แต่อย่างที่กล่าวไว้ข้างต้น “ไข้หวัด” ไม่สามารถหายขาดไปจากร่างกายได้ เพียงแต่เชื้อไวรัสที่เคยได้รับในครั้งก่อนหน้า หายไปจากการรักษาแล้ว แต่ก็จะยังมีโอกาสที่เชื้อไวรัส “ไข้หวัด” ตัวใหม่เข้ามาแทนที่ได้ สลับสับเปลี่ยนกันเข้ามาทำร้ายร่างกายและระบบทางเดินหายใจส่วนบน จึงต้องระมัดระวังไม่ให้ตัวเองติดเชื้อไวรัส “ไข้หวัด” ด้วยการหมั่นดูแลสุขภาพให้แข็งแรง ล้างมือบ่อยๆ ทำความสะอาดก่อนการสัมผัสสิ่งของร่วมกับผู้อื่น ก็จะช่วยป้องกันเชื้อ “ไข้หวัด” ได้ในเบื้องต้น