Uncategorized

โรค ไข้หวัด มีกี่ชนิด

โรค “ไข้หวัด” มีกี่ชนิด ?


ในสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา โลกมีการเคลื่อนตัวหมุนเปลี่ยน ทำให้ภาวะทางสภาพอากาศมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ร้อนไปหนาว หนาวไปร้อน อีกทั้งมลพิษทางอากาศมีจำนวนมากขึ้น ทั้งฝุ่นควัน ฝุ่น PH2.5 สารเคมีตกค้างในอากาศที่มีผลกระทบต่อร่างกาย จึงทำให้ผู้คนส่วนใหญ่สูดดมอากาศและมลพิษที่เป็นอันตรายเข้าสู่ร่างกาย จนเกิดอาการป่วยเป็นโรคต่างๆ ได้


หนึ่งในโรคยอดฮิตที่ทุกคนจะต้องเป็นตั้งแต่เด็กจนโตเลยก็คือโรค “ไข้หวัด” นั่นเพราะว่าโรคหวัดนั้นเป็นโรคที่เกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัยทั้งเชื้อไวรัส แบคทีเรีย สภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง หรือการที่ร่างกายได้รับฝุ่นหรือมลพิษมากเกินกว่าร่างกายจะต้านทานไหวก็จะสะสมจนอักเสบในโพรงจมูกเป็นต้นเหตุของโรค “ไข้หวัด” นั่นเอง


แต่ที่รู้กันดีว่าโรค “ไข้หวัด” นั้นชอบเกิดในเด็กมากกว่าผู้ใหญ่ เพราะว่าภูมิต้านทานของผู้ใหญ่นั้นมีการกว่าในเด็กอย่างแน่นอน ในเด็กที่มีอายุเฉลี่ย 1-3 ขวบจะป่วยเป็นโรค “ไข้หวัด” บ่อยมาก เพราะเป็นช่วงที่ร่างกายมีการปรับสมดุลทั้งสมองสติปัญญาและสภาพร่างกาย พัฒนาการทางด้านร่างกายที่เปลี่ยนแปลง มีความซุกซน หยิบจับ ขยับร่างกายอยู่เสมอ มีโอกาสที่จะได้สัมผัสกับเชื้อโรค เชื้อไวรัส หยิบจับนำเชื้อเข้าทางปาก จมูก ทำให้ติดเชื้อหวัดได้อย่างรวดเร็ว จึงทำให้เด็กในช่วงอายุนี้มีโอกาสเสี่ยงที่จะติดเชื้อ “ไข้หวัด” สูงกว่าเด็กช่วยวัยอื่นๆ


แล้วโรค “ไข้หวัด” ที่คนส่วนใหญ่เป็นนั้น ทำแต่ในผู้ป่วยแต่ละคนมีความรุนแรงของโรคไม่เหมือนกัน บางคนนอนพักผ่อนก็หายได้ บางคนนอนโทรมเป็นอาทิตย์ยังไม่หายเสียที นั่นหมายถึงผู้ป่วยแต่ละคนมีการติดเชื้อ “ไข้หวัด” คนละชนิด ซึ่งแต่ละชนิดแสดงอาการไม่เหมือนกัน ความรุนแรงของอาการก็แตกต่างกัน จะขึ้นอยู่กับภูมิต้านทานของร่างกายผู้ป่วยด้วยว่าจะต้านเชื้อ “ไข้หวัด” ได้แค่ไหน จึงทำให้ผู้ป่วยที่เป็นไข้หวัดชนิดที่แตกต่างกันจะมีอาการและระยะเวลาการรักษาที่ไม่เหมือนกัน


โรค “ไข้หวัด” มีทั้งหมดกี่ชนิด เป็นสิ่งที่ทุกคนต้องทำความเข้าใจเสียก่อน เพราะจะได้วินิจฉัยอาการเบื้องตันเมื่อรู้สึกเหมือนจะเป็นหวัดได้ด้วยตัวเอง และโรค “ไข้หวัด” นั้นจะถูกแบ่งออกเป็น 2 ชนิดใหญ่ๆ คือ ไข้หวัดธรรมดา และไข้หวัดใหญ่ ซึ่งมีความแตกต่างของอาการอย่างชัดเจน และการดูแลรักษาก็จะไม่เหมือนกัน ในไข้หวัดใหญ่จะมีความเสี่ยงมากกว่าไข้หวัดธรรมดา เพราะจะมีอาการรุนแรงและมีโอกาสที่จะเกิดโรคแทรกซ้อนทำให้เป็นอันตรายถึงชีวิตได้


ความแตกต่างของ “ไข้หวัด” ธรรมดาและ “ไข้หวัด”  ใหญ่ คืออะไร แล้วแต่ละชนิดแสดงอาการอย่างไร 


 “ไข้หวัด” ธรรมดาเป็นโรคยอดนิยมทุกช่วงเวลาและทุกช่วงวัยเลยก็ว่าได้ ทุกคนต้องเป็นไข้หวัดตั้งแต่วัยเด็ก ซึ่งโรค “ไข้หวัด” ธรรมดา นั้นเป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัส ผ่านทางระบบทางเดินหายใจส่วนต้น หรือบริเวณโพรงจมูกนั่นเอง 


“ไข้หวัด” ทั่วไปจะพบบ่อยในช่วงวัยเด็กเป็นส่วนใหญ่ มีอาการเบื้องต้นคือ คัดจมูก น้ำมูกไส ไอมีเสหะเล็กน้อย จาม เจ็บคอ บางรายอาจมีไข้ต่ำๆ ปวดศีรษะเล็กน้อยร่วมด้วย ไข้หวัดธรรมดานั้นเป็นโรคที่ติดเชื้อไวรัสได้จากหลายสายพันธุ์ ทำให้การแสดงอาการก็จะแตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับความรุนแรงของเชื้อไวรัสสายพันธุ์นั้นๆ ด้วย


ช่วงเวลาที่พบผู้ป่วย “ไข้หวัด” ธรรมดาบ่อยที่สุดคือ ในช่วงที่มีอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อยๆ หรือช่วงที่ภูมิต้านทานภายในร่างกายต่ำ ก็จะทำให้เกิดการติดเชื้อหวัดได้ง่าย แต่ใน“ไข้หวัด” ธรรมดานั้นจะมีอาการไม่รุนแรงมากนัก และสามารถหายเองได้ภายใน 1-3 วัน และสามารถติดต่อผ่านทางน้ำมูก น้ำลาย และเสมหะ โดยการหายใจเอาเชื้อที่กระจายจากการไอ จาม หรือมือที่เปื้อนเชื้อโรคสัมผัสจมูกหรือตากับผู้อื่น

“ไข้หวัด” ใหญ่

 

ผู้ป่วยที่เป็นไข้หวัดใหญ่นั้นมีโอกาสเสี่ยงที่จะเป็นอันตรายมากกว่า “ไข้หวัด” ธรรมดา เพราะว่า“ไข้หวัด” ใหญ่นั้นเป็นอาการที่ร่างกายติดเชื้อไวรัส influenza ที่ระบบทางเดินหายใจแบบเฉียบพลัน โดยจะมีอาการไข้สูงทันทีอุณหภูมิร่างกายมากกว่า 39 องศา เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเชื้อ“ไข้หวัด” ใหญ่นี้เป็นไวรัสที่มีชื่อว่า อินฟลูเอนซา (Influenza Virus) ซึ่งเชื้อไวรัสชนิดนี้ถูกจัดอยู่ในกลุ่มไวรัสที่เรียกว่า Orthomyxovirus ที่มีผสมอยู่ใน น้ำลาย น้ำมูก และเสมหะของผู้ป่วย เมื่อสัมผัสหรือรับละออง น้ำมูก ไอจามจากผู้ป่วยที่เป็น “ไข้หวัด” ใหญ่ ก็จะทำให้ติดเชื้อได้ทันที 

 

อาการของผู้ป่วย “ไข้หวัด” ใหญ่นั้นจะมีไข้สูงเฉียบพลัน มีอาการปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว และอ่อนเพลียอย่างรุนแรง อาการโดยร่วมทั่วไปลักษณะอาการค่อนข้างคล้ายไข้หวัดธรรมดา เพียงแต่อาจมีอาการหนักกว่า และมีระยะเวลาที่เชื้อฝังตัวอยู่ในร่างกายยาวนานกว่า  “ไข้หวัด”  ธรรมดา แต่ที่เห็นได้ชัดเจนเลยคืออาการจะแสดงออกอย่างทันทีทันใด อ่อนแรง อ่อนเพลียทันที ไข้จะสูงมากเมื่อมีการติดเชื้อ “ไข้หวัด” ใหญ่ จะไม่ค่อยๆ ขึ้นตามลำดับเหมือนไข้หวัดธรรมดา

 

โรค “ไข้หวัด” ใหญ่จะมีอาการยาวนานถึง 8-10 วันเลยก็ได้ หากไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง และความแตกต่างที่สำคัญอีกอย่างใน “ไข้หวัด” ใหญ่นั้นคือ ความเสี่ยงจะมีภาวะแทรกซ้อนมากกว่า “ไข้หวัด” ธรรมดา เพราะร่างกายอ่อนแอและภูมิต้านทานต่ำมากแล้ว ในช่วงขณะที่ป่วยเป็น “ไข้หวัด”  ใหญ่นั้น ทำให้บางครั้งผู้ป่วยอาจจะต้องนอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาล ใกล้ชิดกับแพทย์ เพื่อคอยดูอาการ ป้องกันอาการแทรกซ้อนอื่นๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้ และที่สำคัญคือต้องป้องกันไม่ให้มีการแพร่กระจายของเชื้อไวรัส “ไข้หวัด”  ใหญ่ไปยังผู้อื่นอีกด้วย