Uncategorized

โรคไข้หวัด คืออะไร

โรค “ไข้หวัด” คืออะไร ?

ถ้าพูดถึงโรคที่ถือว่า เป็นโรคยอดนิยม สามารถเกิดขึ้นได้ในทุกเพศทุกวัย ไม่ว่าช่วงระยะเวลาจะเปลี่ยนแปลงทุกยุคสมัย ทุกคนต้องนึกถึงโรค “ไข้หวัด” อย่างแน่นอน เป็นโรคที่มีมายาวนานมาก เพราะการเจ็บป่วยทางร่างกาย ได้รับเชื้อโรค  เชื้อไวรัส แบคทีเรีย หรือมีความผิดปกติทางร่างกายเบื้องต้น ก็จะเป็นจุดเริ่มต้นของโรค“ไข้หวัด” นั่นเอง

หลายคนต้องเข้าใจก่อนว่า โรค“ไข้หวัด”  หรือโรคหวัด (common cold) คืออะไร โรค “ไข้หวัด” เกิดจากการติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบน บริเวณโพรงจมูก มีการอักเสบของเยื่อบุโพรงจมูก ที่จะมีผลให้ ไอ จาม มีน้ำมูกสะสม หากไม่ได้รับการรักษามีโอกาสลามมาถึงช่องปากได้ ส่วนใหญ่โรค “ไข้หวัด” จะมีอาการไม่รุนแรงมากนัก ทานยา พักผ่อน ก็จะหายดีได้ หากไม่ลงไปยังปอดก็จะไม่เป็นอันตราย

แต่ในบางกรณีโรค “ไข้หวัด”  ก็จะมีความรุนแรงมากขึ้นตามอาการเช่น โรค “ไข้หวัด” ธรรมดา ไข้หวัดใหญ่ และไข้หวัดสายพันธุ์พิเศษ เกิดขึ้นได้ด้วยหลายปัจจัยร่วมด้วย การติดเชื้อ สภาพร่างกาย สภาพอากาศและโรคประจำตัว มีส่วนทำให้โรค “ไข้หวัด” ธรรมดาเป็นโรคที่เป็นอันตรายได้เช่นกัน

อาการของผู้ติดเชื้อ “ไข้หวัด” จะมีระยะฟักตัวของเชื้อไวรัสประมาณ 1-3 วัน ผู้ป่วยจะมีอาการปวดหัว ปวดเมื่อยตัว บางรายอาจจะมีการอาเจียน ท้องเสีย ร่วมด้วย  เพราะในเชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุของไข้หวัดนั้น มีไวรัสมากกว่า 200 ชนิด คาดเดาไม่ได้ว่าในผู้ป่วยแต่ละรายจะติดไวรัสมากว่า 1 ชนิดหรือไม่ และไวรัสชนิดนั้นจะส่งผลต่อร่างกายรุนแรงหรือเปล่า แต่โดยทั่วไปแล้วไวรัสทุกชนิดหากผ่านเข้าไปสู่โพรงจมูกสู่ลำคอแล้วนั้น จะทำให้เกิดการติดเชื้อระบบทางเดินหายใจส่วนบนอย่างแน่นอน ซึ่งจะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียน กันทำให้เกิดอาการอักเสบของทางเดินหายใจส่วนต้น หากปล่อยให้เชื้อไวรัสสะสมก็จะมีความเสี่ยงต่ออาการเริ่มต้นของโรคติดเชื้อทางเดินหายใจทั้งหมดได้


1.เชื้อไวรัส

โรค “ไข้หวัด” มีสาเหตุหลักส่วนใหญ่มาจากเชื้อไวรัส ที่ร่างกายได้รับข้ามาทางระบบทางเดินหายใจ ผ่านการหายใจเข้าทางจมูกและมีการสะสมเชื้อไวรัสจำนวนมาก ทำให้เยื่อบุโพรงจมูกเกิดการอักเสบ มีผลต่อระบบทางเดินหายใจส่วนบนมีความผิดปกติทำให้เป็น “ไข้หวัด” ในที่สุด ส่วนเชื้อไวรัสที่พบบ่อยที่สุดในผู้ป่วย“ไข้หวัด” ทุกอายุคือ rhinovirus ซึ่งเป็นไวรัสที่มีมากกว่า100 ชนิด และเชื้อไวรัสที่รองลงมา ได้แก่ coronavirus,parainfluenzavirus เป็นต้น ซึ่งเชื้อไวรัสเหล่านี้เป็นเชื้อที่ไม่เป็นอันตรายมากนัก แต่ถ้าหากมีจำนวนมากและสะสมอยู่ในระบบทางเดินหายใจเป็นระยะเวลานานจนฟักตัวกลายพันธุ์เป็นเชื้อชนิดอื่นๆ ร่วมด้วย ก็มีความเสี่ยงที่จะอันตรายต่ออวัยวะส่วนอื่นได้

2.โรคประจำตัว

ในผู้ป่วยบางรายมีโรคประจำตัวที่เป็นโรคระบบทางเดินหายใจโดยตรงอยู่แล้วนั้น มีโอกาสที่จะเป็นโรค “ไข้หวัด” สูงมากกว่าคนปกติ ซึ่งโรคประจำตัวที่มีความเสี่ยงคือ โรคภูมิแพ้ ที่มีอาการระคายเคืองหรืออักเสบของเยื่อบุจมูกโดยตรง เมื่อเกิดอาการภูมิแพ้กำเริบ โพรงจมูกเกิดการอักเสบ มีน้ำมูกสะสม ไม่ได้รับการรักษาเบื้องต้น ก็จะมีผลทำให้เป็นโรค “ไข้หวัด” ตามมาในที่สุด และอีกสิ่งที่จะเป็นตัวกระตุ้นในผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ก็คือ แพ้ไรฝุ่น แพ้ขนสัตว์ หรือสารเคมีที่ก่อให้เกิดอาการระคายเคืองต่อเยื่อบุจมูก สารจำพวกนี้ก็จะกระตุ้นให้เป็นโรค “ไข้หวัด” เรื้อรังได้ด้วย

3.สภาพอากาศเปลี่ยนแปลง

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เป็นโรค “ไข้หวัด” อีกอย่างก็คือ อากาศ นั่นเอง ผู้ป่วยที่เป็นโรคหวัดมักเกิดขึ้นในฤดูกาลที่มีอากาศเย็น ปลายฝนต้นหนาว หรือในพื้นที่ที่มีความชื้นสัมพัทธ์ เพราะว่าในอากาศหนาวมีอุณหภูมิพอเหมาะต่อการเจริญเติบโตของเชื้อไวรัส ทำให้เติบโตได้ดีในอากาศเย็น เมื่อมีการติดเชื้อไวรัสภายในเยื่อบุโพรงจมูกก็จะทำให้เชื้อไวรัสเติบโตสะสมจำนวนมากจนเกิดเป็นโรค “ไข้หวัด” ได้ แต่สภาพอุณหภูมิก็มีผลต่อระบบทางเดินหายใจเหมือนกัน หากอยู่ในที่อุณหภูมิที่ต่ำ มีอากาศแห้ง โพรงจมูกเกิดความแห้งเนื่องจากอากาศเย็นก็มีโอกาสติดเชื้อไวรัสได้ง่ายเช่นกัน

เมื่อรู้สึกว่าป่วยเป็น“ไข้หวัด” จะต้องทำการตรวจตัวเองเบื้องต้นโดยสังเกตอาการของตัวเอง ว่ามีอาการตัวร้อน ครั่นเนื้อครั่นตัว มีอาการคล้ายจะเป็นไข้ เดี๋ยวร้อนเดี๋ยวหนาว หรือไม่ก่อน หากมีอาการเหล่านี้ควรรีบทำการป้องกันด้วยการทานยาต้านเชื้อ “ไข้หวัด” หรือดื่มน้ำให้มากๆ โดยปกติแล้วโรค “ไข้หวัด” จะมีระยะฟักตัวของ rhinovirus ประมาณ1-3 วัน ส่วน coronavirus ใช้เวลาออกอาการประมาณ 2-4 วัน ผู้ป่วยมักจะเกิดอาการภายหลังการสัมผัสเชื้อไวรัส ระยะเวลาแสดงอาการก็จะแตกต่างกันที่ อายุการฝังตัวของไวรัสภายในร่างกายและความรุนแรงของเชื้อไวนัสชนิดนั้นๆ หากมีอาการป่วย “ไข้หวัด” มากกว่า 7 วันให้รีบพบแพทย์เพื่อปรึกษาอาการแทรกซ้อนจะดีที่สุด

จากปัจจัยที่ทำให้ป่วยเป็นโรค “ไข้หวัด” ที่กล่าวมาข้างต้นนั้น ยังมีอีกปัจจัยทางอ้อมที่เป็นตัวกระตุ้นด้วย เช่น เรื่องความสะอาดของอวัยวะที่สัมผัสกับจมูกโดยตรง ควรล้างมือบ่อยๆ หลีกเหลี่ยงการสัมผัสเชื้อโรค สิ่งสกปรก หรือสิ่งของที่ร่วมกับผู้ที่เป็นโรค “ไข้หวัด” และที่สำคัญต้องทำให้ร่างกายแข็งแรงอยู่เสมอ ทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายและช่วงวัย เพียงเท่านี้ก็จะช่วยลดโอกาสเสี่ยงที่จะเป็นโรค “ไข้หวัด”  ได้แล้วล่ะ