Uncategorized

โรคภูมิแพ้คืออะไร

โรคภูมิแพ้คืออะไร ?

               บนโลกนี้มีการเจ็บป่วยอยู่มากมายหลากหลายรูปแบบโดยมีอาการของการป่วยที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละโรคแต่ทั้งนี้ส่วนใหญ่อาการเจ็บป่วยนั้นๆจะมาจากตัวของเราเองหรือการส่งต่อทางพันธุ์กรรมโดยตรงที่ทำให้เกิดอาการเจ็บป่วยแต่ก็มีโรคบางชนิดที่มีการติดต่อจากสภาพแวดล้อม สภาพอากาศ หรือพวกเชื้อโรคแบคทีเรีย เชื้อไวรัส ก็ทำให้เจ็บป่วยได้เช่นกันทั้งนี้ปัจจัยกระตุ้นเหล่านี้เป็นข้อบ่งชี้ให้นึกถึงโรคชนิดหนึ่ง ที่ผู้ป่วยมีทั้งมาจากการติดต่อทางพันธุ์กรรม หรือปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดอาการของโรคจากสภาพอากาศสภาพแวดล้อมโดยรอบ

             

โรคที่พบบ่อยมากทั่วโลกอีกโรคหนึ่งเลยก็คือโรค “ภูมิแพ้” พอพูถึงโรคนี้ใครหลายคนก็คงอาจจะกำลังเป็นอยู่หรือมีคนรอบข้างที่เป็นคงจะทราบแล้วว่าอาการของโรค “ภูมิแพ้” นั้นมีหลากหลายอาการที่แสดงออกมา มี่ทั้งในรูปแบบอาการที่รุนแรงไม่มากนักจนไปถึงอาการ “ภูมิแพ้” หนักมากๆ จนถึงขั้นเข้าโรงพยาบาลก็เป็นได้


ในปัจจุบันมีผลสำรวจพบว่าทุกปีมีผู้ป่วยโรค “ภูมิแพ้” เพิ่มมากขึ้นประมาณ 3-4เท่า เมื่อนับจากระยะ 5-10 ปีที่ผ่านมา โดยข้อมูลสถิติของสมาคมโรคภูมิแพ้

พบว่าในกลุ่มเด็กไทยเป็นโรคภูมิแพ้สูงถึงร้อยละ 38 และผู้ใหญ่เป็นโรคภูมิแพ้ประมาณร้อยละ 20 โดยสาเหตุส่วนใหญ่เนื่องมาจากสภาพแวดล้อมโดยตรง

สภาพอากาศที่เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดอาการดังกล่าวแต่ไม่ใช่เพียงปัจจัยเหล่านี้เท่านั้นที่ทำให้เกิดอาการของโรค “ภูมิแพ้” แต่มีอีกหลายปัจจัยที่ต้องทำความเข้าใจให้ถูกต้องเกี่ยวกับโรค “ภูมิแพ้” 


โรค “ภูมิแพ้” คืออะไร ?

             

โรค “ภูมิแพ้” หรือที่เรียกภาษาอังกฤษว่า allergy คือความผิดปกติจากภาวะภูมิไวเกินของระบบภูมิคุ้มกันอาการของโรค “ภูมิแพ้” จะแสดงออกมาเมื่อระบบภูมิคุ้มกันของมนุษย์ตอบสนองต่อสสารที่ไม่เป็นอันตรายต่อร่างกายซึ่งสารเหล่านี้มีอยู่ทั่วไปตามธรรมชาติและสภาพแวดล้อมรอบตัวซึ่งสารที่ก่อให้เกิดการตอบสนองจากสารเหล่านี้เรียกว่า สารก่อ “ภูมิแพ้” นั่นเองโดยการตอบสนองต่อสารเหล่านี้ไม่ได้เป็นความผิดปกติตั้งแต่กำเนิดในผู้ป่วยบางรายสามารถเป็นได้จากปัจจัยกระตุ้นหรือสภาพแวดล้อมรอบตัวโดยส่วนใหญ่โรค “ภูมิแพ้” จะเป็นได้ทั้งแบบเรื้อรังและไม่เรื้อรัง ซึ่งทำให้โรค “ภูมิแพ้” เป็นหนึ่งในความผิดปกติจากภาวะภูมิไวเกินของระบบภูมิคุ้มกันประเภทหนึ่ง


โดยการป่วยเป็นโรค “ภูมิแพ้”  นั้นจะมีทั้งประเภทป่วยแบบอาการไม่รุนแรงมากนักหรือเรียกว่า “ภูมิแพ้” ระดับเบา ลักษณะที่แสดงออกมาก็จะเป็น

เยื่อจมูกอักเสบ โพรงจมูกอักเสบ พบบ่อยมากในวัยเด็กและผู้ใหญ่ ลักษณะของโรค “ภูมิแพ้”   ระดับเบาจะก่อให้เกิดอาการเช่น ตาแดง, การคัน, น้ำมูกไหล, กลาก, ลมพิษ และหอบหืด ซึ่งอาการของ “ภูมิแพ้” ระดับเบานี้เองอาจจะเป็นต้นเหตุสำคัญของการเกิดโรคหอบหืดได้ในอนาคตหากผู้ป่วยเป็นอยู่บ่อยครั้งและไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง

 

นอกจากนี้ยังมีโรค “ภูมิแพ้”  แบบเฉียบพลันในผู้ป่วยที่รุนแรงหรือเฉียบพลันนั้นอาการภูมิแพ้จะเฉพาะเจาะจงโดยเกิดมาจากการมีปัจจัยกระตุ้นเซลล์เม็ดเลือดขาวที่มากเกินไป คือ แมสต์เซลล์และเบโซฟิล โดยแอนติบอดีที่ชื่อว่า อิมมูโนโกลบูลินอี (IgE) การกระตุ้นนี้ส่งผลให้เกิดการอักเสบซึ่งมีระดับตั้งแต่ทำให้ระคายเคืองเล็กน้อยไปจนถึงการขั้นรุนแรงเสียชีวิตได้ในกลุ่มผู้ป่วยบางรายจะมีอาการแพ้รุนแรงมากต่อสภาพแวดล้อม อากาศ สารพิษมลพิษทางอากาศ หรือสารก่อ “ภูมิแพ้”  ที่มาจากอาหารโภชนาการที่ไม่ถูกต้อง หรือบางครั้งก็มีการเกิด “ภูมิแพ้”  ที่มาจากยาบางชนิดที่มีผลต่อร่างกายโดยตรงไม่ได้แพ้กับทุกคนแต่เป็นในเฉพาะผู้ป่วยบางรายเท่านั้น ทำให้ส่งผลต่อร่างกายโดยตรงทำให้เกิดอาการตอบสนองที่เป็น “ภูมิแพ้”  อันตรายต่อชีวิตได้

สารชนิดใดทำให้เกิด “ภูมิแพ้”  

โรค “ภูมิแพ้” นั้นเป็นการตอบสนองของร่างกายที่ไวของระบบภูมิคุ้มกันจึงทำให้เมื่อร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันชนิดหนึ่งที่มีคุณสมบัติเป็นโปรตีนเรียกว่า ไอจีจี ซึ่งอยู่บนเม็ดเลือดขาว และเมื่อร่างกายได้รับสารก่อ “ภูมิแพ้” ไม่ว่าจะเป็น อากาศ ฝุ่น ควัน ละอองหรือตัวกระตุ้นต่างๆ เข้าสู่ร่างกาย สารก่อ “ภูมิแพ้”  เหล่านี้จะเข้าจับกับไอจีจี ที่อยู่บริเวณเม็ดเลือดขาวทำให้เม็ดเลือดขาวเกิดการแตกตัว และปล่อยสารชนิดหนึ่งออกมา ซึ่งสารตัวที่ถูกปล่อยออกมาเรียกว่า ฮีสตามีน (Histamine)เป็นสารที่จำไปทำลายอวัยวะของร่างกายโดยตรง ส่งผลต่อเนื้อเยื้อส่วนต่างๆของร่างกาย เช่น ผิวหนัง จมูก ลำไส้ ปอด เมื่ออวัยวะถูกทำลายด้วยสาร ฮีสตามีนร่างกายก็จะแสดงอาการออกมาชัดเจนอย่าง ลมพิษผิวหนัง คัดจมูก น้ำมูกไหล แน่นหน้าอกหอบหืดหายใจไม่ออก หากเป็น “ภูมิแพ้” ในระดับอาการที่หนักจากที่กล่าวมา ต้องเข้าพบแพทย์โดยด่วนไม่เช่นนั้นอาจส่งผลถึงขั้นเสียชีวิตได้

จากที่กล่าวมาข้างต้นโรค “ภูมิแพ้” ไม่ได้เป็นโรคที่น่ากลัวเสมอไปในผู้ป่วยแต่ละรายจะมีการแสดงอาการที่แตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับว่าการตอบสนองของร่างกายที่ไวต่อสารก่อ “ภูมิแพ้” มากเพียงใดเมื่อผู้ป่วยได้รับสารกระตุ้น “ภูมิแพ้” ก็จะทำให้เกิดความผิดปกติของอวัยวะที่สัมผัสสารก่อ “ภูมิแพ้” ทันที ผู้ป่วยโรค “ภูมิแพ้” ส่วนใหญ่อาการจะรุนแรงไม่เท่ากันเพราะชนิดของสารก่อ“ภูมิแพ้”  ที่ได้รับและการตอบสนองของร่างกายแต่ละคนต่างกันออกไปขึ้นกับว่าผู้ป่วยแต่ละรายจะแพ้สารก่อ“ภูมิแพ้” ชนิดไหนซึ่งโรคนี้ก็เป็นอีกหนึ่งโรคที่ต้องทำความเข้าใจและสำรวจตัวเองว่าป่วยเป็น “ภูมิแพ้”  หรือไม่และเข้าพบแพทย์เพื่อหาแนวทางในการดูแลตัวเองและรักษาต่อไปให้หายขาด