Uncategorized

ข้อสังเกตเพื่อสำรวจตัวเองเมื่อเป็น ไข้หวัด

ข้อสังเกตเพื่อสำรวจตัวเองเมื่อเป็น “ไข้หวัด”

              ในสถานการณ์ปัจจุบันนั้นมีปัจจัยกระตุ้นหลายอย่างที่จะทำให้เกิดการเจ็บป่วยได้ง่าย อย่างมลพิษทางอากาศ เชื้อโรค แบคทีเรีย เชื้อไวรัสที่แพร่กระจายในอากาศหรือปะปนอยู่ในอาหารที่รับประทาน สภาพอากาศที่มีการเปลี่ยนแปลงแบบฉับพลันทำให้ร่างกายไม่สามารถที่จะรับมือไหว ร่างกายปรับตัวไม่ทันทำให้เกิดความผิดปกติบางอย่างภายในร่างกายหรือที่เรียกว่าอาการป่วยนั่นเอง

              โดยส่วนใหญ่แล้วโรคที่คนมักป่วยมากที่สุด เป็นโรคพื้นฐานเลยก็ว่าได้ก็คือโรค “ไข้หวัด” ซึ่งเป็นโรคที่มีสายพันธุ์มากยาวนานมาก ตั้งแต่ยุคสมัยที่มีมนุษย์เข้าใจว่ามีการเจ็บป่วยเกิดขึ้นเลยก็ว่าได้ เป็นโรคชนิดแรกเริ่มของการขยายแพร่กระจายเชื้อไวรัส ไปสู่สายพันธุ์ต่างๆ จนเกิดความรุนแรงแบบทวีคูณและกลายเป็นโรคระบาดในแต่ละยุคสมัยจากที่เป็นข่าวในหลายๆ ช่วงปีที่ผ่านมาทั่วโลกมีเชื้อไวรัส“ไข้หวัด” ใหญ่ชนิดใหม่ๆ เกิดขึ้นอยู่เสมอ กระจายไปหลายสถานที่ทั่วโลกและแพร่เชื้อได้อย่างรวดเร็ว นั่นเพราะว่าเชื้อไวรัส“ไข้หวัด” ใหญ่นั้นเป็นเชื้อที่สามารถฝังตัวอยู่ในเซลล์ของมนุษย์ได้ดี สามารเจริญเติบโตได้หลากหลายสภาพอากาศ ไม่ว่าจะเป็นอากาศร้อนชื้น อาการเย็น หรือแม้กระทั่งอากาศหนาวมากยิ่งจะเติบโตได้ดีเลยและสามารถที่จะอาศัยอยู่ได้นานกว่าสภาพอากาศแบบอื่นอีกด้วย

จึงทำให้ทุกคนต้องทำความเข้าใจว่า สิ่งที่ต้องให้ความสำคัญให้มากที่สุดคือ ต้องระวังไม่ให้ติดเชื้อไวรัส “ไข้หวัด” ใหญ่ ไม่ว่าจะสายพันธุ์ไหนก็ตาม เพราะเชื้อไวรัสในแต่ละสายพันธุ์จะมีความพิเศษเฉพาะตัว จะมีความรุนแรงไม่มากก็น้อย ที่จะส่งผลต่อร่างกายในระยะยาวอย่างแน่นอน และที่สำคัญอีกอย่างหากเป็นกลุ่มคนที่มีความเสี่ยง เช่น มีโรคประจำตัว ผู้สูงอายุ เด็กทารก กลุ่มจำพวกนี้หากได้รับเชื้อไวรัส “ไข้หวัด” ใหญ่สายพันธุ์ที่รุนแรงก็จะมีผลอันตรายถึงชีวิตได้เลย

ในโรค “ไข้หวัด” สามารถแบ่งได้ 2 ชนิดคือ ไข้หวัดธรรมดา (Common cold) และ ไข้หวัดใหญ่ (Flu) ซึ่งทั้งสองชนิดนี้มีสาเหตุที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสทั้งนั้น แต่จะแตกต่างกันที่ชนิดของไวรัสสายพันธุ์ที่ติดเชื้อ โดย “ไข้หวัด” ชนิดธรรมดานั้นเกิดได้จากไวรัส Rhinoviruses และ Coronaviruses เป็นเชื้อไวรัสชนิดนี้ส่วนใหญ่จะมีอาการไม่รุนแรงมากใช้เวลาในการรักษาไม่นานนักก็จะหายได้ ส่วนใน “ไข้หวัด” ใหญ่นั้น จะเกิดจากเชื้อไวรัสชนิด Influenza แต่อาการที่แสดงก็จะมีความรุนแรงมากกว่า “ไข้หวัด”  ธรรมดาอย่างเห็นได้ชัด และในร่างกายผู้ป่วยที่มีภูมิต้านทานต่ำก็จะยิ่งทำให้อันตรายเพิ่มขึ้นไปอีก

เมื่อเข้าใจแล้วว่า “ไข้หวัด” แต่ละชนิดมีความแตกต่างกันอย่างไร ก็ต้องคอยสำรวจร่างกาย เมื่อมีความผิดปกติบางอย่างที่เกิดกับร่างกาย รีบสังเกตตรวจอาการของตัวเองอยู่เสมอ ว่ามีความเสี่ยงที่จะเป็น “ไข้หวัด” ใหญ่สายพันธุ์ที่รุนแรงหรือไม่ โดยมีวิธีตรวจเช็คเบื้องต้นแบบง่ายๆ และสำรวจปัจจัยภายใน สภาพแวดล้อมที่จะเป็นตัวกระตุ้นให้ป่วยเป็นโรค “ไข้หวัด” ไปในตัวอีกด้วย

              อาการเบื้องต้นของผู้ป่วย “ไข้หวัด”

              ในเบื้องต้นต้องสำรวจอาการเหล่านี้เป็นสำคัญที่สุดก่อน คือ หากมีไข้ต่ำ ครั่นเนื้อครั่นตัว เริ่มมีอาการคัดจมูก มีน้ำมูกใสสะสมในโพรงจมูก จามบ้าง เริ่มคันในลำคอ จนลามไปถึงอาการเจ็บคอ ส่องดูภายในลำคอมีอาการผนังคอแดง ทอนซิลอาจบวมแดง มีอาการไอแห้งไม่ถึงกับไอหนักมากนัก ปวดหัว ศีรษะขมับร่วมด้วย จากที่กล่าวมาจะเป็นอาการเบื้องต้นของ “ไข้หวัด” ธรรมดา โดยอาการจะแสดงภายใน 1-3 วันและอาการทั่วไปมักไม่รุนแรงมากนัก สามารถพักผ่อนและทานยาร่วม รักษาหายได้ด้วยตัวเอง

อาการเบื้องต้นของผู้ป่วย “ไข้หวัด” ใหญ่

ในอาการของ “ไข้หวัด”  ใหญ่ที่จะเด่นชัดเลยคือ จะเกิดการติดเชื้อบริเวณโพรงจมูก เยื่อบุจมูก ลามไปถึงเชื้อลงไปที่ลำคอ จะมีไข้สูงมากแบบเฉียบพลันประมาณ (38 องศาเซลเซียส) หรือมากกว่านั้น มีอาการปวดศีรษะ ปวดหัวอย่างหนัก ปวดเมื่อยร่างกาย ปวดไปภายในกระดูก ปวดทั้งตัว เกิดอาการอ่อนเพลียรุนแรง อาจมีการเจ็บหน้าอก จากการไอหรือจามอย่างหนัก และมีเสมหะที่เข้มเหนียว คือภายในลำคอเกิดการติดเชื้อร่วมด้วยทำให้อาการยิ่งมีความรุนแรงมากขึ้น หากปล่อยทิ้งไว้ก็จะมีโอกาสเสี่ยงที่เชื้อไวรัสจะลงไปสู่ปอดและทำให้เกิดการอักเสบรุนแรงอันตรายมากได้

สภาพความแข็งแรงสมบูรณ์ของร่างกายช่วยลดโอกาสติดเชื้อ “ไข้หวัด”  

เรื่องของสภาพร่างกายของทุกคนนั้น จะมีความแตกต่างของภูมิต้านทาน และความแข็งแรงที่ไม่เหมือนกันอยู่แล้ว แต่เราต้องหมั่นใส่ใจดูแล สภาพร่างกายของเราให้สมบูรณ์แข็งแรงอยู่เสมอ คอยสังเกตตัวเองว่าพักผ่อนเพียงพอหรือไม่ อย่างต่ำนอนหลับพักผ่อนวันละ 8 ชั่วโมง เมื่อให้ร่างกายได้ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ หรือดื่มน้ำเพียงพอต่อความต้องการของร่างกายหรือไม่ เพราะน้ำจะช่วยขับของเสียให้ให้ออกไปจากร่างกาย บางคนมีอาการท้องผูก ท้องเสีย ซ้ำบ่อยครั้ง ซึ่งสัญญาณเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าร่างกายมีความผิดปกติ ทำให้ภูมิต้านทานต่ำลง ต่อสู้กับเชื้อโรคไม่ไหว จึงต้องหันมาดูแลและใส่ใจให้มากกว่าเดิมจะช่วยลดโอกาสเสี่ยงที่จะติดเชื้อไวรัส “ไข้หวัด”   ได้

สภาพแวดล้อมที่เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดโรค “ไข้หวัด”

ปัจจัยภายนอกอย่าง สภาพอากาศ สภาพแวดล้อมก็ทำให้เพิ่มโอกาสการติดเชื้อไวรัสเช่นกัน บางพื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัส “ไข้หวัด” นั้นจะมีสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วย เชื้อโรค แบคทีเรีย เชื้อไวรัส หรือภายในโรงพยาบาล สถานที่ชุมชมแอดอัด หรือพื้นที่ที่ผู้คนไปร่วมตัวกันเป็นจำนวนมาก พื้นที่เฉพาะเหล่านี้มีจำนวนคนมากทำให้เสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัส “ไข้หวัด”   ได้ง่ายที่สุด เพราะเราไม่อาจทราบได้เลยว่าใครคนใดคนหนึ่งมีเชื้อไวรัสหรือไม่ จึงทำให้ต้องหลีกเหลี่ยงพื้นที่เหล่านี้เพื่อลดโอกาสเสี่ยงที่จะติดเชื้อไวรัสสายพันธุ์ที่จะเป็นอันตรายต่อชีวิตได้